ระย่อม

ระย่อม

ชื่ออื่น ๆ : กะย่อม (ใต้), เข็มแดง, ย่อมตีนหมา (เหนือ-พายัพ), กอเหม่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ละย่อม(สุราษฎร์), ตูมคลาน, มะโอ่งที, คลาน, สะมออู (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์Rauvolfia serpentina (L.) Benth. ex Kurz
วงศ์ :   Apocynaceae
ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ลำต้นจะมีความสูงไม่เกิน 60 ซม. เปลือกจะเป็นสีขาว และมีน้ำยางสีขาว จะผลัดใบในฤดูแล้ง และจะผลิใบใหม่ในฤดูฝน ส่วนดอกนั้นจะออกต้นฤดูหนาว
  • ใบ : จะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ลักษณะใบจะเป็นรูปรีแกมรูปหอก ตรงปลายใบแหลม ใบจะมีความกว้างประมาณ 1.5-10 ซม. และมีความยาวประมาณ 5-21 ซม.
  • ดอก : จะออกเป็นช่อสีขาว ชมพู หรือสีแดง ลักษณะดอกคล้ายดอกเข็ม ก้านดอกจะเป็นสีแดง มีกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ มีลักษณะเป็นหลอโค้งเล็กน้อย
  • ผล : ผลอ่อนจะเป็นสีเขียว ส่วนผลสุกจะเป็นสีดำ ผลนั้นจะมีลักษณะเป็นผลแฝดติดกันตรงโคนด้านใน และจะอุ้มน้ำ ผลจะมีความยาวประมาณ 1-1.8 ซม.
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : รากสด รากแห้ง น้ำจากใบ ดอก เปลือก
สรรพคุณ :
  • รากสด : เป็นยารักษาหิด
  • รากแห้ง : เป็นยาลดความดันโลหิตสูง เป็นยากล่อมประสาท ทำให้ง่วงนอน และอยากอาหาร
  • ดอก : แก้โรคตาแดง
  • น้ำจากใบ : ใช้รักษาโรคแก้ตามัว
  • เปลือก : แก้ไข้พิษ
  • กระพี้ : บำรุงโลหิต

 

 

มะกล่ำตาหนู

มะกล่ำตาหนู

ชื่ออื่น ๆ : กล่ำตาไก่, มะกล่ำเครือ, กล่ำเครือ, มะแค้ก, มะกล่ำแดง (ภาคเหนือ-เชียงใหม่), ชะเอมเทศ, ตากล่ำ (ภาคกลาง), เกมกรอม (สุรินทร์), มะขามเถา, ไม้ไฟ (ตรัง), โทวกำเช่า, เซียงจือจี้ (จีน-แต้จิ๋ว)
ชื่อสามัญ : American Pea, Prayer Beads, Rosary. Pea, Crab is Eye Vine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Abrus precatorius Linn.
วงศ์ : PAPILIONACEAE
ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้เถา มีลำต้นเล็กยาว ลำต้นมีขนสั้น ๆ ขึ้นประปราย
  • ใบ : ใบออกเป็นใบรวม มีใบย่อยเรียงสลับกันคล้ายขนนก ยาวประมาณ 1.5-4 นิ้ว ใบย่อยออกเรียงกันประมาณ 8-20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปกลมรี หรือกลมยาว ปลายใบแหลมมน โคนใบกลมมน ริมขอบใบเรียบ พื้นผิวใบเกลี้ยง ใบมีขนาดยาวประมาณ 5-20 มม. กว้างประมาณ 3-8 มม. ใต้ท้องใบมีขนขึ้นเล็กน้อย
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ หรือเป็นกระจุกแน่นติดกัน ซึ่งออกตามบริเวณง่ามใบ ลักษณะของดอกมีกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียวเรียงซ้อนกันไปตามเข็มนาฬิกา กลีบมีรอยหยัก 4 รอย มีสีขาว ผิวข้างนอกมีขนนุ่มปกคลุม มีความยาวประมาณ 3 มม. กลีบดอกด้านล่างมีกลีบแหลมเล็กอยู่ 3 กลีบ กลีบด้านบนมีขนาดใหญ่กว่ากลีบด้านบน ดอกคล้ายดอกจำพวกตระกูลถั่ว
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นฝัก ตัวฝักพองเป็นคลื่นเมล็ด ลักษณะของฝักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนปลายฝักจะแหลมยื่นออกมา ฝักอ่อนมีสีเขียว เนื้อเปลือกฝักจะเหนียว เมื่อแก่ หรือแห้ง ฝักนั้นจะแตกอ้าออกจากกัน ข้างในฝักมีเมล็ดอยู่ 1-5 เม็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปกลมรี มีสีแดง บริเวณขั้วมีจุดสีดำ ผิวเรียบเกลี้ยง เมล็ดเหนียวและแข็ง
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามบริเวณที่ที่มีความชื้น เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท มีการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ลำต้นและราก ใบ เมล็ด
สรรพคุณ :
  • ลำต้นและราก ใช้ลำต้นและรากแห้ง ใช้ประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มเอานำกินเป็นยาแก้เจ็บคอ ไอแห้ง ขับปัสสาวะ หลอดลมอักเสบ ตับอักเสบ และเป็นโรคดีซ่าน เป็นต้น
  • ใบ ใช้ใบสด ประมาณ 20-30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ ตับอักเสบ กระตุ้นน้ำลาย ขับปัสสาวะ หล่อลื่นปอด แก้ปวดบวมตามข้อ ปวดตามแนวประสาท หรือใช้ภายนอกโดยนำมาตำให้ละเอียดแล้วใช้น้ำผึ้งหรือน้ำมันพืชผสม ใช้ทาหรือพอก บริเวณที่บวมเจ็บ หรือจุดด่างดำบนใบหน้า
  • เมล็ด ใช้เมล็ดแห้ง ใช้เฉพาะทาภายนอก นำมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำ น้ำมันมะพร้าว หรือเกลือ ใช้พอกหรือทา กลากเกลื้อน หิด ฝีมีหนอง แก้โรคผิวหนัง บวมอักเสบ และใช้เป็นยาฆ่าแมลง เป็นต้น
ข้อห้ามใช้ : เมล็ดมีพิษมาก ห้ามใช้รับประทาน
อื่น ๆ : เมล็ดมีโปรตีนที่มีพิษ ประมาณ 0.5 มก. มีผลทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้

 

มะเขือพวง

มะเขือพวง

ชื่ออื่น :  มะเขือละคร ,หมากแค้ง, มะแคว้งกูลัว, มะแคว้งกูลา, มะแว้ง, มะแว้งช้าง, รับจงกลมปอลอ, ปอลือ, เขือข้อย, เขือพวง, ลูกแว้ง, แว้งช้าง, เขือเทศ, ตะโกงลาโน, จะเคาะค่ะ, หมากแข้ง, มะแขว้ง, มะแข้งคม, มะเขือป้าว, (ภาคเหนือ) มะเขือฝรั่ง, (กรุงเทพฯ) มะเขือขาว, มะเขือจานมะพร้าว, มะเขือกระโปกแพะ, มะเขือจาน (ภาคกลาง) สะกอวา, ยั่งมูไล่, (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกียจี้ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Solanum torvum Sw.
ชื่อวงศ์  : SOLANACEAE
ชื่อสามัญ : Plate brush egg plant
ลักษณะทั่วไป :
  • เป็นไม้ข้ามปี ต่างจากมะเขืออื่นๆ ที่เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูง ๑-๓ เมตรเป็นต้นเดี่ยวจากดินแตกพุ่มด้านบน เป็นไม้พุ่มมีหนาม
  • ใบ รูปไข่กว้าง ขอบใบเรียบหรืออาจเว้าเป็นรอยหยัก เรียงตัวแบบตรงข้าม ใบมีขนปกคลุม
  • ดอก เป็นดอกช่อ ดอกทรงแตรมีกลีบปลายแหลม ๕ กลีบสีขาวหรือม่วง เกสรสีเหลือง
  • ผล เป็นผลแบบเบอร์รี่ อยู่เป็นช่อ ดอกหนึ่งๆ จะติดผลตั้งแต่ ๒-๓ ผลจนถึง ๑๐ ผล ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๑ เซนติเมตร ผลอ่อนมีเปลือกสีเขียวหนาและเหนียว ลักษณะผลคล้ายเมล็ดถั่วลันเตา เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้มแดง เนื้อผลบาง ภายในเต็มไปด้วยเมล็ดกลม แบนสีน้ำตาลอัดแน่นผลละ ๓๐๐-๔๐๐ เมล็ด ผลมีรสขมกินได้
*** ปัจจุบันในประเทศไทยมีมะเขือพวงพันธุ์ไร้หนามแล้ว
การขยายพันธุ์ : สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด,การปักชำลำต้น,การปักชำราก,การปักชำยอด,การตอนกิ่ง หรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ ผล ราก
สรรพคุณ :
  • ลำต้น สรรพคุณ ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ปวด ฟกช้ำ
  • ใบ สรรพคุณ ห้ามเลือด แก้ฝีบวม มีหนอง
  • ผล สรรพคุณ ขับเสมหะ
  • ราก รักษาแผลแตกบริเวณเท้า รากยังใช้ผสมเป็นยาแก้ไข้ ขับเสมหะ
  • ทั้งต้น ใบ และผล รสจืด เย็นและมีพิษเล็กน้อย ทำให้เลือดหมุนเวียนดี แก้ปวด ฟกช้ำ ตรากตรำทำงานหนัก กล้ามเนื้อบริเวณเอวฟกช้ำไอเป็นเลือด ปวดกระเพาะ ฝีบวมมีหนองและอาการบวมอักเสบ
  • รากใช้พอกเท้าแตกเป็นร่องเจ็บ

 

 

รกฟ้า

รกฟ้า

ชื่ออื่น ๆ : กอง (อุตรดิตถ์-สุโขทัย-พิษณุโลก-สงขลา), ชะลีก (เขมร-บุรีรัมย์), สพิแคล่ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), เชือก, เชียก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อีสาน), คลี้ (ส่วย-สุรินทร์), เชือก (สุโขทัย), ฮกฟ้า (พายัพ), ชะลีก (เขมร-พระตะบอง)
ชื่อสามัญ : T. tomentosa W. & A.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia alata
วงศ์ : COMBRETACEAE
ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ จะแตกกิ่งก้านสาขาตรงเรือนยอดของต้น ซึ่งแน่นทึบ เปลือกของลำต้น จะเป็นสีเทาค่อนข้างดำ และแตกเป็นสะเก็ด ลำต้นจะมีความสูงประมาณ 10-30 เมตร
  • ใบ : จะเป็นสีเขียว เมื่อใบยังอ่อนจะมีขนเป็นสีน้ำตาล ปกคลุมประปราย แต่เมื่อแก่ขนนี้ก็จะหลุดร่วงไปเอง ลักษณะของใบจะเป็นรูปมนรี ตรงปลายใบและโคนใบจะมน ตรงปลายจะเป็นติ่งทู่ ๆ ยาวออกมาเล็กน้อย ขอบใบเป็นคลื่น ๆ ใบจะมีความกว้างประมาณ 3-5 นิ้ว และยาว 5-12 นิ้ว
  • ดอก : เวลาที่รกฟ้าจะออกดอกนั้น จะต้องผลัดใบออกหมดก่อนแล้วดอกจะแตกออกเป็นสีขาวสะพรั่งเต็มต้น ดอกของพรรณไม้นี้จะออกเป็นช่อ ๆ และมีขนาดเล็ก ดอกบานเต็มที่ประมาณ 3-4 มม.
  • ผล : จะเป็นแบบผลแห้ง แข็ง มีความกว้างประมาณ 2.5-5 ซม. และยาวประมาณ 0.3-0.4 ซม. จะมีปีกหนาและเป็นมัน กว้างกว่าผลประมาณ 5 ซม. จะมีเส้นปีกลากจากแกนกลาง ไปยังขอบปีกในแนวราบ เป็นจำนวนมาก ภายในผลจะมีอยู่ 1 เม็ด
การขยายพันธุ์ : โดยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ราก และเปลือก ใช้เป็นยา
สรรพคุณ :
  • ราก ใช้ขับเสมหะ
  • เปลือก นำไปต้มน้ำกินรักษาอาการท้องร่วง อาเจียน ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ใช้ภายนอกเป็นยาห้ามเลือด และใช้ชะล้างบาดแผล

 

 

ลำเจียก

ลำเจียก

ชื่ออื่น ๆ : ลำปาง, ปะหนัน, รัญจวน, ลำจวน, เตยทะเล, การะเกด, ปาแนะ, กาแกด, ดอกกาบ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pandanus odoraissimus
วงศ์ : PANDANACEAE
ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม อยู่ในประเภทเดียวกับต้นเตย ลักษณะของลำต้นจะแตกเป็นกอใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 4-6 เมตร บริเวณโคนต้นจะมีรากอากาศโผล่ออกมา
  • ใบ : มีสีเขียว ลักษณะคล้ายกับใบสับปะรด คือจะใหญ่ ยาวและหนา ขอบใบเป็นจัก มีหนามแหลม ใต้ท้องใบมีแกนกลาง
  • ดอก : จะโผล่ออกมาจากกลางลำต้นพอดี ซึ่งดอกนี้จะเริ่มบานในเวลาตอนเย็นและมีกลิ่นหอมฉุน
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามชายน้ำ จะต้องการความชื้นและน้ำในปริมาณที่มาก ปลูกขึ้นดีในดินอุดมร่วนซุย หรือดินเหนียวปนทรายอุ้มน้ำได้ดี วิธีการขยายพันธุ์โดยการแยกกอหรือหน่อ
ส่วนที่ใช้ : ราก , ดอก
สรรพคุณ :
  • ราก ของลำเจียกมีรสเย็นและหวานเล็กน้อย นำมาปรุงเป็นยาแก้พิษเสมหะ พิษไข้ พิษเลือด ขับปัสสาวะ และรากอากาศที่โผล่ออกมาจากโคนต้นนั้น ปรุงเป็นยาแก้หนองใน แก้นิ่ว แก้ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น แก้ปัสสาวะพิการ
  • ดอก รสหอมเย็น แก้ลม บำรุงหัวใจ
อื่น ๆ : เป็นพรรณไม้ในวรรณคดีไทยที่กล่าวไว้ ซึ่งมีในเรื่องนิราศธารทองแดง อิเหนา ดาหลัง รามเกียรติ์ สมุทรโฆษคำฉันท์

 

หญ้าใต้ใบ

หญ้าใต้ใบ

ชื่ออื่น ๆ : มะขามป้อมดิน (ภาคเหนือ), หมากไข่หลัง (เลย), ไฟเดือนห้า (ชลบุรี), เตียงจูเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus urinaria Linn.
วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ลักษณะทั่วไป :
  • ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลักษณะของลำต้นตั้งตรง ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-16 นิ้ว ลักษณะของลำต้นเรียบไม่มีขน ข้อ และกิ่งก้านเป็นสีแดง
  • ใบ : ใบออกเป็นใบรวม มีใบย่อยเรียงสลับกันเป็น 2 แถว ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรี ปลายใบแหลมสั้น หรือมน โคนใบกลมมน หลังใบมีเป็นเขียว ส่วนใต้ท้องใบเป็นสีเขียวเทา ใบมีขนาดเล็ก กว้างประมาณ 2-5 มม. ยาวประมาณ 5-15 มม. ก้านใบสั้น
  • ดอก : ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีเหลืองอมน้ำตาล ดอกเพศผู้และเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละดอก
  • ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปกลมแบน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ผิวเปลือกนอกขรุขระ ผลอ่อนเป็น สีเขียว เมื่อแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ข้างในผลเป็นรูปสามเหลี่ยม สีน้ำตาล ผลออกเรียงเป็นแถวอยู่ใต้ก้านใบ
การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้ที่พบขึ้นเองตามสวน หรือที่รกร้างขึ้นได้ดีในเกือบทุกประเภท ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ทั้งลำต้น
สรรพคุณ :
  • ลำต้น ใช้ลำต้นสดประมาณ 30-60 กรัม (แห้ง 15-30 กรัม) นำมาต้มหรือคั้นเอาน้ำกิน เป็นยา แก้บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ตับอักเสบ แก้ไข้ นิ่ว ขับปัสสาวะ ลำไส้อักเสบ ไตอักเสบบวมน้ำ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต้อตาและเป็นโรคตาแดง หรือใช้ภายนอกในการตำพอก แผลที่บวมอักเสบ บริเวณริมปาก และศีรษะ เป็นต้น
ตำรับยา :
  1. เป็นไตอักเสบโดยเฉียบพลัน ให้ใช้ลำต้นแห้ง กับจั่วจิเช่า ในปริมาณอย่างละ 10 กรัม และเจียะอุ้ยแห้ง จีจูเช่าแห้ง ใช้อย่างละ 15 กรัม นำมาต้มรวมกันเอาน้ำกิน
  2. เด็กที่เป็นโรคขาดสารอาหาร ตาฟาง ให้ใช้ลำต้นแห้งประมาณ 15-20 กรัม นำมาตุ๋น ผสมกับตับหมู และตับไก่ให้รับประทาน
  3. โรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หรือเป็นนิ่วให้ใช้ลำต้นสด ผักกาดน้ำสด ต้นผีเสื้อน้ำสด ในปริมาณอย่างละ30 กรัม กูดงอแงสด ประมาณ 15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินตำรับยา (สัตว์) : 1. สัตว์เลี้ยงเป็นโรคบิด ให้ใช้ต้นสดประมาณ 250-500 กรัม นำมาตำคั้นเอาน้ำหรือใช้ผสมกับอาหารให้กิน
  4. ลูกหมูเป็นบิด ถ่ายออกเป็นมูกเลือด ให้ใช้ลำต้นสดประมาณ 30 กรัม หญ้ากระต่ายจันทร์สด ประมาณ 12 กรัม นำมารวมกันตำคั้นเอาน้ำให้กินวันละ 2 ครั้ง
  5. วัว ตาเป็นต้อกระจก ตาฟาง ให้ใช้ลำต้นสด เถาสังวาลพระอินทร์สด และดอกเก๊กฮวย ในปริมาณอย่างละ 250 กรัม นำมาต้มเอาน้ำให้กิน

 

 

กรรณิกา

กรรณิกา

 ชื่ออื่น ๆ : กันลิกา

ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbortristis Linn.
วงศ์ : VERBENACEAE
ลักษณะทั่วไป
  • ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มที่มีขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลาง
  • ใบ : ใบหนา ค่อนข้างแข็ง ลักษณะโคนใบมน ปลายใบแหลมขนาดใบโตเท่ากับใบมะยม พื้นผิวใบหยาบ สากระคายมือ
  • ดอก : ดอกออกเป็นช่อ คล้ายกับดอกพริกป่าหรือดอกพุดฝรั่ง ลักษณะของดอก โคนดอกเป็นหลอด ปลายดอกแยกเป็นกลีบประมาณ 5-7 กลีบ มีลักษณะเป็นจานคล้ายรูปกงจักรดอกมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่วนก้านดอกมีสีแดง หรือสีส้ม (แสด)
การขยายพันธุ์ : เป็นพันธุ์ไม้ที่มักปลูกไว้เป็นไม้ประดับตามบ้าน ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง เจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมร่วนซุย ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง
ส่วนที่ใช้ : ใบ, เปลือก, ดอก
สรรพคุณ :
  • ใบ ใช้แก้โรคปวดตามข้อ แก้ไข้ เป็นยาระบาย ยาขับน้ำดี ยาขมเจริญอาหาร ยาแก้ตานขโมย
    วิธีใช้ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลดื่ม
  • เปลือก ใช้เปลือกชั้นใน แก้ปวดศีรษะ
    วิธีใช้ ด้วยการต้มเปลือกน้ำดื่มหรือนำไปผสมกับปูนขาวก็จะให้เป็นสีแดง
  • ดอก แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน ราก เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงผิวหนังให้สดชื่น แก้ลมและดี แก้ผมหงอก แก้อุจจาระเป็นพรรดึก แก้ไอใช้ต้มหรือฝนรับประทาน
ถิ่นที่อยู่ : เป็นพรรณไม้ที่มักพบอยู่ทั่วไป ในทวีปเอเชียเขตร้อน เช่น ในประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เป็นต้น